โดย พญ. รัตน์นภัส ตั้งมะโนมานะ
สูตินรีแพทย์ เฉพาะทางด้านมะเร็งนรีเวช
Certified Personal, Pregnant and Postpartum Trainer

สาวๆหลายคนคงเคยทราบกันดีว่า การคุมกำเนิดมีหลายวิธี ซึ่งแบ่งง่ายๆ เป็นแบบชั่วคราวกับแบบถาวรหรือการทำหมันนั่นเองค่ะ
เลือกยาคุมอย่างไรดี ?
แล้วแต่ความต้องการของสาวๆได้เลยค่ะ
หากต้องการมีบุตร ในอีก 1-2 ปี แนะนำยากินหรือแผ่นแปะคุมกำเนิดค่ะ
หากมีบุตรแล้ว ต้องการคุมกำเนิดเป็นเวลานาน แนะนำยาฉีด การฝังยาคุมกำเนิด และ การใส่ห่วงค่ะ
หากใช้เพื่อรักษาโรคเยื่อบุโพรงมดลูกร่วมด้วย ควรใช้การคุมกำเนิดที่มีส่วนผสมของโพรเจสเทอโรน
หากคุมกำเนิดระยะยาว แนะนำการฝังยาคุมกำเนิด และ การใส่ห่วงค่ะ เพราะอยู่ได้ 3-5 ปี เลยค่ะ
แต่ถ้ามีโรคประจำตัว เช่น บางคนฉีดยาละลายลิ่มเลือด เป็นโรคลมชัก หรือมีข้อห้ามการใช้ยา หมอแนะนำให้ปรึกษา แพทย์สูติ-นรีเวช ก่อนการใช้ยาฮอร์โมน เพื่อให้เหมาะสมกับความต้องการยา อีกทั้งหมอสูตินรีเวชจะมีความเชี่ยวชาญในการเลือกยาได้เหมาะสม มีการซักประวัติข้อห้ามการใช้ยา และแนะนำผลข้างเคียงยาได้อย่างครอบคลุมค่ะ
การคุมกำเนิดชั่วคราว ส่วนใหญ่จะรู้จักในรูปแบบยาคุมฉุกเฉิน ยากิน และยาฉีด แต่ในวันนี้ เพื่อให้เข้าใจง่ายขึ้น หมอขอแยกการคุมกำเนิดในส่วนของฮอร์โมนแบ่งเป็น 4 กลุ่ม ตามวิธีใช้ ได้แก่
- ยาคุมฉุกเฉิน หรือยาคุมหลังมีเพศสัมพันธ์
- ยาคุมกำเนิด ชนิดเม็ด
- ยาฉีดคุมกำเนิด
- แผ่นแปะคุมกำเนิด
- ยาฝังคุมกำเนิด
- ใส่ห่วงคุมกำเนิด
แพคเกจ คุมกำเนิดระยะสั้น
- ค่าปรึกษาแพทย์ เพื่อเลือกชนิดการคุมกำเนิดที่เหมาะสม ราคา 500 บาท
- แพคเกจ ฉีดยาคุมกำเนิด ชนิด 3 เดือน ราคา 250 บาท*
- แพคเกจ ฉีดยาคุมกำเนิด ชนิด 1 เดือน ราคา 350 บาท*
- แพคเกจ ยาคุมแผ่นแปะ ราคา 500 บาท (1 เดือน)* และ 1000 บาท (3 เดือน)*
หมายเหตุ
- ไม่รวมค่าปรึกษาแพทย์ (พบแพทย์ เฉพาะเมื่อเข้ารับบริการที่คลินิกครั้งแรก)
- ราคาอาจจะมีการเปลี่ยนแปลงขึ้นกับต้นทุนของยา โดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า
แพคเกจ คุมกำเนิดระยะยาว (3-5 ปี) (รวมค่าแพทย์และค่าบริการแล้ว)
- แพคเกจ “ฝัง” ยาคุมกำเนิด ชนิด 3 ปี ราคา 6,000 บาท
- แพคเกจ “ฝัง” ยาคุมกำเนิด ชนิด 5 ปี ราคา 6,200 บาท
- แพคเกจ “ใส่ห่วง” ยาคุมกำเนิด ชนิดทองแดง (Copper-IUD) ราคา 4,500 บาท ฟรี ค่าตรวจภายในเช็คสายห่วง 1 ครั้ง
แพคเกจ ถอดยาฝังคุมกำเนิด ห่วงคุมกำเนิด (รวมค่าแพทย์และค่าบริการแล้ว)
- แพคเกจ “ถอด” ยาฝังคุมกำเนิด ราคา 3,500 บาท
- แพคเกจ “ถอด” ห่วงคุมกำเนิด ราคา 1,500 บาท
1. ยาคุมฉุกเฉิน หรือยาคุมหลังมีเพศสัมพันธ์ (Emergency or Post-coital contraceptive pill)
มีหลายชนิด นิยมใช้ออร์โมนโพรเจนติน (levonorgestrel) ขนาดสูง เช่น ยา Madonna,Postinor แต่มีประสิทธิภาพคุมกำเนิด คุมกำเนิดได้ “ต่ำ” เพราะกลไกหลักของยาคือการยับยั้งฮอร์โมนการตกไข่ (LH : Lutinizing hormone) ไม่ให้ไข่ตก ไม่ใช่ยาทำลายตัวเด็ก หรือไข่ที่ตกไปแล้ว ดังนั้น จึงป้องกันท้องได้เพียง 75-89 % พอๆกับการหลั่งนอก การนับวันปลอดภัย และการใส่ถุงยาง เลยค่ะ ทั้งนี้ขึ้นกับวันที่ได้รับยาด้วยค่ะ
- วิธีกินยา มีทั้งแบบรับประทานครั้งเดียว (1.5 มิลลิกรัม) และ 2 ครั้ง (0.75 มิลลิกรัม ห่างกัน 12 ชั่วโมง)
ข้อควรรู้ : ห้าม รับประทานเกิน 2 กล่อง ต่อเดือน, ป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ไม่ได้ และ “ไม่ใช่ยาทำแท้ง” กรณีเกิดตัวอ่อนเด็กแล้วค่ะ
- ผลข้างเคียง : มีเลือดออกทางช่องคลอดไม่ตรงรอบเดือน ตกขาวคล้ายประจำเดือน คลื่นไส้ อาเจียน เวียนศีรษะ ปวดศีรษะ รู้สึกเหนื่อยล้า อ่อนเพลีย คัดตึงหรือเจ็บเต้านม ปวดท้องน้อย ปวดหลัง ปวดท้องน้อยมาก ประจำเดือนมามาก และเพิ่มความเสี่ยงต่อการท้องนอกมดลูกด้วยค่ะ
ทำไมไม่ใช้ยาคุมฉุกเฉิน แทนยาคุมปกติ ?
เพราะประสิทธิภาพยา คุมกำเนิดได้ “ต่ำ” และ “ไม่คงที่” เนื่องจากกลไกยาดังกล่าวข้างต้น เช่น การรับประทานยาล่าช้า หลัง 3-5 วันหลังมีเพศสัมพันธ์ มีน้ำหนักเกินหรือมีภาวะอ้วน (Body mass index ตั้งแต่ 25 กิโลกรัมต่อตารางเมตร) ได้รับยาที่ีผลต่อเอนไซม์ตับ อีกทั้งการได้ยาปริมาณที่สูง ผลข้างเคียงของยาก็สูงขึ้นไปด้วยค่ะ
2. ยาคุมกำเนิดชนิดเม็ด มี 2 แบบ
2.1) ฮอร์โมนรวม (Combine contraceptive pill) คือการใช้ฮอร์โมนหลักของเพศหญิงสองชนิดร่วมกันทั้งเอสโตรเจน เพื่อยับยั้งการตกไข่ ร่วมกับโปรเจสเตอร์โรน ที่นอกจากยับยั้งกาารตกไข่ ยังมีฤทธิ์ทำให้ท่อนำไข่เคลื่อนตัวไม่ดี มูกปากมดลูกข้นเหนียว เยื่อบุโพรงมดลูกบางอีกด้วยค่ะ
- ชนิดยา : ประกอบด้วย เอสโตรเจนมีหลายปริมาณยา ส่วนโปรเจนเตอร์โรนจะมีหลายชนิดยาค่ะ
- วิธีกินยา : เริ่มรับประมานวันที่ 1-5 ของประจำเดือน, หลังแท้งบุตร อายุครรภ์น้อยกว่า 12 สัปดาห์ เริ่มยาได้ทันที หากมากกว่านั้นควรเริ่มยาหลังแท้ง ภายใน 2-3 สัปดาห์หลังคลอด
ข้อควรรู้ : กินยาทุกวัน และเวลาเดียวกัน เพื่อคงที่ระดับยา ป้องกันการตกไข่ หากเป็นยาชนิด 28 เม็ด (24เม็ดฮอร์โมน + 4 เม็ดแป้ง หรือ 21+7) ต่อแผงใหม่ได้เลย หาก 21 เม็ด เว้นระยะประจำเดือน 7 วันค่ะ ใช้ถุงยางอนามัยร่วมด้วย 7 วัน หากรับประทานยาครั้งแรก
ลืมกินยาคุม “ฮอร์โมนรวม” ทำอย่างไรดี ?
- ลืมกิน 2 เม็ด ไม่เกิน 48 ชั่วโมง ให้กิน 1 เม็ด ทันทีที่นึกได้
- ลืมกิน 2 เม็ด หรือ ตั้งแต่ 48 ชั่วโมง ขึ้นไป กินยาทันทีที่นึกได้ โดยแบ่งช่วงเวลาที่ลืมกินยา
- หากเป็น 1-14 เม็ด ของแผงยา กินยา 1 เม็ด ทันที และ อีก 1 เม็ดตามเวลาปกติ (อาจจะกิน 2 เม็ดพร้อมกันได้ แต่ผลข้างเคียงของยา เช่น คลื่นไส้ พะอืดพะอม อาเจียน ปวดศีรษะ ได้ค่ะ)
- หากเป็น 15-28 เม็ด ของแผงยา กินยา 1 เม็ด ทันที และ อีก 1 เม็ดตามเวลาปกติเช่นเดียวกันค่ะ แต่ให้เริ่มต่อยาแผงใหม่ได้เลยในเม็ดยาที่ไม่มีตัวยา (สังเกตที่สียาจะต่างออกไปค่ะ) และเสริมการป้องกันโดยใช้ถุงยางหรือหยุดเพศสัมพันธ์เป็นเวลา 7 วัน
- ควรใช้ยาคุมฉุกเฉินด้วย หากลืมในสัปดาห์แรกของแผงยา และมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกันใน 5 วันที่ผ่านมา หรืออาจจะใช้ร่วมด้วยหากลืมกินในวันอื่น พิจารณาตามความเหมาะสมค่ะ
- ผลของเคียง : หลักๆ ได้แก่
“ปริมาณยาฮอร์โมนเอสโตรเจน” ที่ได้รับ กล่าวโดยสรุปคือ ระดับยาเอสโตรเจนสูง (30-50 ไมโครกรัม) จะทำให้มีอาการคล้ายคนท้องคือ คลื่นไส้อาเจียน เวียนศีรษะ มีฝ้าเกิดขึ้นได้ง่ายกว่าปริมาณต่ำ (20-30 ไมโครกรัม) แต่หากต่ำมาก หรือลืมกินยา ก็จะส่งผลให้เลือดออกกระปริดกระปรอยได้ค่ะ และ
“ชนิดของยาโปรเจสเตอร์โรน” ที่เลือก เลือกยาส่วนใหญ่แพทย์จะเลือกแบบที่เสริมฤทธิ์ในการขับน้ำ (ไม่บวม ไม่อ้วนนั่นเองค่ะ) หรือต้านฮอร์โมนเพศชายในคนที่สิวเยอะ ผิวมันค่ะ
ข้อห้ามการใช้ยา แบ่งเป็น
- ข้อห้ามโดยเด็ดขาด เช่น โรคทางหลอดเลือดสมอง/หัวใจ ลิ่มเลือดอุดตัน หลอดเลือดอักเสบ การทำงานของตับผิดปกติ มะเร็งหรือสงสัยมะเร็งเต้านม ตั้งครรภ์ เลือดออกทางช่องคลอดไม่ทราบสาเหตุ สูบบุหรี่และมีอายุมากกว่า 35 ปี ขึ้นไป ไขมันในเลือดสูงมาก (severe hypercholesterolemia or triglyceridemia > 750 mg/dL) ความดันโลหิตสุงที่ควบคุมไม่ได้
- ข้อห้ามโดยอนุโลม อาจะใช้ยาได้บ้าง ยกตัวอย่างเช่น ไมเกรนที่ไม่มีออร่า ความดันโลหิตสูง/ไขมันในเลือดที่ควบคุมได้ เนื้องอกมดลูก เบาหวาน ก่อนผ่าตัด เป็นต้น
2.2) ฮอร์โมนเดี่ยว (Progesterone only pill) คือ ฮอร์โมนโปรเจนเตอร์โรนชนิดเดียวค่ะ ส่วนใหญ่เราจะรู้จักกันในส่วนของยาคุมให้นมบุตรนั่นเองค่ะ ที่นิยมใช้ เช่น Exluton, Cerazette หรือ Slinda ซึ่งผลของยาจะต่างกันไปตามชนิดยาค่ะ โดยชนิดใหม่จะไม่ฤทธิ์ขับน้ำ ไม่อ้วน ไม่บวมค่ะ
- ผลข้างเคียง : ประจำเดือนผิดปกติ พบได้ทั้งกระปริดกระปรอย และ ไม่มีประจำเดือน น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น ในบางชนิดอาจทำให้เป็นสิวได้ค่ะ
- วิธีกินยา : เริ่มกินวันแรกของประจำเดือนเช่นกัน หลังแท้งบุตรเริ่มกินได้ทันที ส่วนหลังคลอด เริ่มกินยาหลังคลอด 3 วัน กินวันละ 1 เม็ดเวลาเดิมของทุกวัน ยาคุมมี 28 เม็ด โดยแบ่งเป็น 24-28 เม็ดฮอร์โมน โดยที่เหลือในบางยาคุม จะมีเป็นแป้ง หรือเม็ดที่ไม่มีฮอร์โมน 4 เม็ด
ลืมกินยาคุม “ฮอร์โมนเดี่ยว” ทำอย่างไรดี ?
หากลืมกินยา : แตกต่างกันไปในแต่ละตัวยาค่ะ ควรกินตรงเวลาทุกวัน สามารถดูตัวยาได้ที่ข้างกล่องยา
- Exluton : กินยาช้ามากกว่า 3 ชั่วโมง ให้กินยา 1 เม็ด ทันทีที่นึกได้ และ 1 เม็ดทุกวัน
- Ceraztte : กินยาช้ามากกว่า 12 ชั่วโมง ให้กินยา 1 เม็ด ทันทีที่นึกได้ และ 1 เม็ดทุกวัน
โดยที่ทั้งสองตัวยาข้างต้น ใช้ร่วมกับการใส่ถุงยาง 2 วัน และกินยาคุมฉุกเฉินร่วมด้วยค่ะ
- Slinda (มียาฮอร์โมน 24 เม็ด อีก 4 เม็ดจะไม่มียา) : กินยาช้ามากกว่า 24 ชั่วโมง ให้กินยา 1 เม็ด ทันทีที่นึกได้ และ 1 เม็ดทุกวัน โดยต่อแผงยาฮอร์โมนแผงใหม่ได้เลยค่ะ ไม่ต้องกินเม็ดที่ไม่มียา ใส่ถุงยาง 7 วัน และกินยาคุมฉุกเฉินร่วมด้วยค่ะ
ตอบคำถามว่ากินยาคุมแล้วทำไมท้อง ?
เกิดได้หลายสาเหตุค่ะ ส่วนใหญ่เกิดจากการกินยาไม่ตรงเวลา และการลืมกินยา หรือมีโรคประจำตัวที่มีผลต่อยากินทำให้ยาออกฤทธิ์ได้ลดลงค่ะ จะเห็นได้ว่า ยาคุมให้นมบุตรบางชนิดต้องกินตรงเวลามากๆ ทำให้เกิดการท้องได้ค่ะถ้ากินไม่ตรงเวลา แต่ก็ไม่มีรายงานของความผิดปกติเด็กที่เกิดจากแม่ตั้งท้องช่วงกินยาคุมนะคะ
3. ยาฉีดคุมกำเนิด
ยาฉีดคุมกำเนิด มี 2 แบบ
- ชนิดที่มีฮอร์โมนในกลุ่มโพรเจสตินอย่างเดียว (DMPA , depot medroxyprogesterone acetate)
มีแบบฉีดเข้ากล้ามเนื้อ ทุก 3 เดือน และ ฉีดเข้าใต้ผิวหนังทุก 2 เดือน หมอขอกล่าวถึงเฉพาะยาฉีดเข้ากล้ามเนื้อเนื่องจากเป็นที่นิยมมากกว่าค่ะ ใช้กับผู้ที่ประสงค์จะคุมกำเนิดเป็นเวลานาน และเหมาะกับผู้ที่มีบุตรแล้วมากกว่าผู้ที่ยังไม่เคยมีบุตร
ระยะห่างการฉีด : ทุก 12 สัปดาห์ (WHO ,2016) – 13 สัปดาห์ (CDC ,2016)
ข้อดี คุมกำเนิดได้นานและประสิทธิภาพสูง ไม่ต้องทานยาทุกวัน ไม่มีผลข้างเคียงของฮอร์โมนเอสโตรเจน เช่น คลื่นไส้ เวียนศีรษะ ลิ่มเลือด ใช้รักษาโรคปวดประจำเดือนหรือเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ ผู้ที่มีน้ำหนักมากเกิน ช่วยลดควาเมสี่ยงการเกิดโรคมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูด
ข้อเสีย ประจำเดือนมาไม่ตรงรอบกระปริดกระปรอย คัดเต้านม อารมณ์เปลี่ยนแปลง อาจมีผลต่อมวลกระดูกเล็กน้อย แต่กลับมาได้หลังการหยุดฉีดยา บางคนมีปัญหาน้ำหนักตัวขึ้น ผิวดำ ฝ้า สิวขึ้นได้ค่ะ และไม่เหมาะกับผู้ที่ต้องการจะมีบุตร เนื่องจากยาจะที่ให้เยื่อบุโพรงมดลูกฝ่อลง ต้องรอเวลานานกว่าจะตั้งครรภ์ค่ะ
การเริ่มฉีดยา: ตรวจว่าไม่ได้ท้อง คุมกำเนิดด้วยถุงยาง 7 วันหลังฉีด หรือฉีดยาภายใน 5 วันหลังจากเริ่มมีประจำเดือน หากการคุมกำเนิดหลังคลอด สามารถฉีดได้เลย ภายใน 5 วันหลังการแท้งบุตร 21 วันหลังการคลอดบุตร(ไม่ได้ให้นมบุตร) โดยไม่ต้องใส่ถุงยางร่วม หรือนานกว่านั้นได้ถึง 6 เดือน หากให้นมบุตรสม่ำเสมอ โดยใส่ถุงยางร่วม 7 วัน ค่ะ
ข้อห้ามการใช้ยา : ผู้ที่ตั้งครรภ์ เลือดออกทางช่องคลอดผิดปกติไม่ทราบสาเหตุ ผู้ที่เป็นโรคมะเร็งเต้านมในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ผู้ที่เป็นโรคตับรุนแรง ผู้ที่เป็นโรคหลอดเลือดดําอักเสบ รวมกับมีลิ่มเลือด (thrombophlebitis,thromboembolic disorders) หรือโรคหลอดเลือดสมอง
- ชนิดฮอร์โมนรวมซึ่งมีฮอร์โมนในกลุ่มเอสโตรเจนผสมกับฮอร์โมนในกลุ่มโพรเจสติน (Cyclofem®)
ระยะห่างการฉีด : ฉีดเข้ากล้ามเนื้อทุก 1 เดือน
เหมาะกับผู้ที่มักลืมรับประทานยา หรือไม่อยากรับประทานยาทุกวัน และยังอยากมีประจำเดือนมาปกติค่ะ
ข้อดี การเปลี่ยนแปลงของเยื่อบุมดลูกเกิดคล้ายกับการใช้ยาเม็ดคุมกําเนิดแต่เราไม่ต้องทานยาทุกวันค่ะ เพียงแค่ฉีดเดือนละครั้ง ลดความเสี่ยงการลืมกินยาคุม มีประจําเดือนมาทุกเดือน จึงลดความกังวลเรื่องตั้งครรภ์โดยไมรูตัว
ข้อเสีย ต้องมาฉีดยาคุมทุกเดือนนั่นเองค่ะ และมีข้อห้ามเหมือนยากิน และห้ามนวดคลึงบริเวณที่ฉีดยา เพราะทำให้ประสิทธิภาพยาลดลง ไม่เหมาะกับคนให้นมบุตรเพราะทำให้น้ำนมแห้งค่ะ
ลืมฉีดยาคุม ชนิดทุก 3 เดือน (DMPA) ทำอย่างไรดี ?
เนื่องจากยาออกฤทธิ์คุมกำเนิดได้นานถึง 15 สัปดาห์ ดังนั้น คำแนะนำจึงสามารถฉีดต่อเนื่องได้เลยกรณีลืมฉีดยาไม่เกิน 15 สัปดาห์ (CDC, 2016) หรือ 16 สัปดาห์ (WHO, 2016) หรือล่าช้าไป 3-4 สัปดาห์ได้เลยค่ะ โดยไม่ต้องใช้การคุมกำเนิดอื่นเสริมค่ะ อย่างไรก็ตาม ควรตรวจการตั้งครรภ์ ใส่ถุงยาง 7 วัน หรือ อาจกินยาคุมฉุกเฉินร่วมด้วยค่ะ
ลืมฉีดยาคุม ชนิดทุก 1 เดือน (Cyclofem) ทำอย่างไรดี ?
หากเป็นชนิดฉีดทุกหนึ่งเดือน (ยาคุม 1 เดือน) สามารถฉีดล่าช้ากําหนดได้ไม่เกิน 7 วัน
ฉีดยาคุมก่อนกำหนดได้หรือไม่ ?
สามารถฉีดก่อนได้เลยค่ะ แล้วแต่ฉีดยาคุม หากเป็นชนิดฉีดทุกหนึ่งเดือน (ยาคุม 1 เดือน) สามารถฉีดก่อนกําหนดได้ 7 วัน หากเป็นชนิดฉีดทุก 2-3 เดือน (DMPA) สามารถฉีดก่อนกําหนดได้ 2 สัปดาห์
4. ยาคุมกำเนิดชนิดแผ่นแปะผิวหนัง
เป็นแผ่นยารูปสี่เหลี่ยมหรือรูปกลม สีเนื้อหรือสีน้ำตาลอ่อน สำหรับใช้แปะบนผิวหนัง มีขนาดประมาณ 14-28 ตารางเซนติเมตร (ขึ้นกับแต่ละผลิตภัณฑ์) ที่นิยมใช้คือ อีฟรา (Evra®) เพื่อนำส่งยาทางผิวหนัง มีตัวยาเอสโตรเจน และโปรเจสเตอโรน (Norelgestromin) ด้านใน
เหมาะกับ ผู้ที่ไม่ต้องการกินยาหรือฉีดยาทุกวัน โดยที่มีน้ำหนักตัวน้อยกว่า 90 กิโลกรัม และดัชนีมวลกาย (body mass index หรือย่อว่า BMI) ต่ำกว่า 30 กิโลกรัม/เมตร2
เริ่มแปะยา วันแรกของประจำเดือน หากวันอื่นควรใส่ถุงยางร่วมด้วย 7 วัน หากแท้งบุตรอายุครรภ์น้อยกว่า 14 สัปดาห์ แปะยาได้เลย แต่หากแท้งบุตรมากกว่า 14 สัปดาห์ หรือหลังคลอด ควรเว้น 1 เดือน ก่อนแปะยา เพื่อลดความเสี่ยงของการเลือดลิ่มเลือดอุดตัน และใส่ถุงยางร่วมด้วยค่ะ
ตำแหน่งที่แปะยา ติดที่ต้นแขน หน้าท้อง ลำตัวด้านบน หรือ สะโพก
ระยะห่างของยา เปลี่ยนแผ่นแปะทุก 1 สัปดาห์ ต่อเนื่อง 3 สัปดาห์ เว้น 1 สัปดาห์
ข้อดี ฮอร์โมนคงที่ตลอดวัน ยาไม่ผ่านทางเดินอาหารหรือตับ ตัวยายังคงอยู่แม้ลืมเปลี่ยนแผ่นยา 2 วัน ดังนั้น ไม่ต้องตรงเวลาในการเปลี่ยนแผ่นยา
ข้อเสีย ฮอร์โมนจะได้ผลน้อยลงในผู้ที่น้ำหนัก 90 กิโลกรัมขึ้นไป การใช้ยาฮอร์โมนรวมแผ่นแปะเหมือนยากินฮอร์โมนรวม คือ จะเพิ่มโอกาสเสี่ยงลิ่มเลือดมากกว่าคนปกติ อาการอื่นคือปวดคัดตึงเต้านม ปวดหัว หรือคลื่นไส้อาเจียนได้
ข้อห้าม เหมือนยาคุมกำเนิดฮอร์โมนรวม ชนิดรับประทาน ไม่ควรใช้เมื่อมีการท้อง แพ้ยา ภาวะลิ่มเลือด หลอดเลือดอักเสบ โรคตับ/มะเร็งตับ โรคมะเร็งเต้านม หรือมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูกบางชนิด เลือดออกทางช่องคลอดผิดปกติ ระดับยาอาจไม่คงที่หากกินยากันชักหรือยาต้านไวรัส
ลืมแปะยาคุม (Evra®) ทำอย่างไรดี ?
หากไม่เกิน 24 ชั่วโมง ให้ติดกลับสภาพเดิมถ้าทำได้ ถ้าไม่ได้ให้เปลี่ยนแผ่นยา โดนที่วันเปลี่ยนแผ่นยาใหม่ต้องเป็นวันเดิม เช่น แผ่นยาเดิมติดวันจันทร์ ก็ควรเปลี่ยนแผ่นทุกวันจันทร์ตามปกติ แม้จะยังใช้ยาไม่ถึง 7 วันก็ตาม
หากเกิน 24 ชั่วโมง ให้เปลี่ยนแผ่นยาใหม่ และไม่เว้นช่วงมีประจำเดือน พร้อมคุมกำเนิดวิธีอื่น เช่น ใส่ถุงยาง เป็นเวลา 7 วัน
หากเป็นกรณีลืมแปะแผ่นที่ 1 ของยา ให้แปะยาทันที หากเกิน 7 วัน ตรวจการตั้งครรภ์ และควรจะคุมกำเนิดวิธีอื่นร่วมด้วย
หากลืมแปะแผ่นที่ 2 หรือ 3 หากไม่เกิน 48 ชั่วโมง เริ่มแปะแผ่นใหม่ได้ทันที เปลี่ยนแผ่นยาตามวันเดิม แต่ถ้านานกว่า 48 ชั่วโมง ควรเริ่มการคุมกำเนิดรอบใหม่ คือ แปะยาใหม่ทันที ใส่ถุงยาง 7 วัน และตรวจการตั้งครรภ์ เพราะอาจจะท้องได้
5. ยาฝังคุมกำเนิด
ในปัจจุบัน ที่นิยมใช้ มี 2 แบบคือ แบบ 3 ปี (Implanon) และแบบ 5 ปี (Jadelle) ซึ่งแต่ก่อนต้องฝังถึง 6 แท่งยา จึงคุมกำเนิดได้ 5 ปี ค่ะ
เหมาะกับสตรีทุกราย โดยเฉพาะผู้ที่มีบุตรมาแล้วและในอนาคตประสงค์จะมีบุตรอีก ใช้ได้แม้ผู้ที่มีน้ำหนักมากเกินหรือเป็นโรคอ้วน แต่ประสิทธิภาพของยาคุมกำเนิดอาจลดลง เนื่องจากมีระดับยาในเลือดต่ำกว่า หรือผู้ที่เป็นโรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูงที่สามารถควบคุมได้
ข้อดี ประสิทธิภาพดีมาก โดยอัตราการท้องเพียง 0.05-0.1% เท่านั้น มีผลข้างเคียงน้อย ช่วยลดปวดประจำเดือนได้บ้าง หากต้องการมีบุตรหรือครบกำหนดยา สามารถเอายาฝังออกได้โดยง่าย ท้องได้เลยหลังถอดยาฝังค่ะ เพราะจะสามารถตกไข่ได้ภายใน 1 สัปดาห์หลังถอดยาค่ะ
ผลข้างเคียงยา เช่น เลือดออกกะปริดกะปรอย แต่สามารถแก้ไขได้ค่ะ พบได้ทั้ง ไม่มีประจำเดือน (20%) ประจำเดือนลดลง/บ่อยขึ้น/มาต่อเนื่อง (20%) แต่ส่วนใหญ๋ (60%) ประจำเดือนไม่เปลี่ยนแปลงค่ะ
ข้อห้าม ท้อง โรคมะเร็งเต้านม โรคตับรุนแรง เป็นโรคเนื้องอกตับหรือโรคมะเร็งตับ มีเลือดออกจากช่องคลอดอย่างผิดปกติ ลิ่มเลือด โรคเอสแอลอีที่มีภูมิต้านทานต่อแอนตี้ฟอสโฟไลปิด (Antiphospholipid) หรือไม่ทราบผล
จุดที่ฝังยา ส่วนใหญ่ใต้ท้องแขนข้างซ้าย แต่ถ้าใครถนัดซ้ายหมอจะฝังยาที่ข้างขวา ตำแหน่งเหนือต่อปุ่มกระดูกด้านในข้อศอก 8-10 เซนติเมตร บริเวณร่องกล้ามเนื้อไบเซบ (Bicep salcus) ค่ะ
อาการหลังฝัง/ถอดยาคุม ปวด ชา มีจ้ำเลือด หรืออาจเกิดเป็นก้อนเลือด (Hematoma)
- จึงมีความสำคัญมากที่ต้องฝังให้ถูกตำแหน่ง และใช้แพทย์สูตินรีเวชซึ่งมีความเชี่ยวชาญในหัตถการนี้ค่ะ หากฝังผิดตำแหน่ง หรือฝังเข้าไปในกล้ามเนื้อหรือเนื้อเยื่อพังผืด จะมีอาการปวดแขนมาก หรือเกิดการบาดเจ็บต่อเส้นเลือดหรือเส้นประสาทได้ค่ะ
6. ใส่ห่วงคุมกำเนิด (Intrauterine device, IUD)
เป็นที่นิยมมาก หมอมักจะเห็นประเทศเพื่อนบ้านของเรานิยมใส่กันค่ะ เป็นการคุมกำเนิดระยะยาว และราคาไม่แพง เจ็บตัวน้อย และมีประสิทธิภาพดีมากๆค่ะ
ห่วงคุมกำเนิดที่นิยมใช้มีสองแบบ คือห่วง คุมกำเนิดชนิดคอปเปอร์ และห่วงคุมกำเนิดชนิดฮอร์โมนโปรเจสเตอโรน
ห่วงคุมกำเนิดขดลวดทองแดงหรือคอปเปอร์ (Copper-containing IUD)
เป็นขดลวดทองแดงพันกับแท่งพลาสติก มี 2 ชนิด คือ รุ่น Multiload Cu375 อายุการใช้งาน 5ปี, และรุ่น TCu380 อายุการใช้งาน 10ปี ใส่เข้าไปในโพรงมดลูกผ่านทางช่องคลอดโดยใช้อุปกรณ์ขนาดเล็ก เจ็บตัวน้อยประสิทธิภาพดีอัตราการตั้งครรภ์น้อย เพียง 0.5-1.6% ต่อปี
กลไกของห่วงนี้คือ การทำให้มดลูกเกิดการอักเสบ และร่างกายมีการสร้างสารที่เรียกว่าพอร์สตาแกลนดิน ขัดขวางทางเดินของอสุจิ และเป็นพิษต่ออสุจิและไข่ เยื่อบุโพรงมดลูกบางลงไม่เหมาะกับการฝังของตัวอ่อน
ห่วงคุมกำเนิดชนิดหลั่งสารโปรเจสติน (Progestin-releasing IUDs)
ปัจจุบันใช้สารโปรเจสติน ชนิด levonorgestrel ที่นิยมใช้คือ Mirena® หลั่งสาร Levonorgestrelในอัตรา 20ไมโครกรัมต่อวัน ซึ่งกลไกเหมือนการกินยาคุมชนิดฮอร์ดมนเดี่ยว แต่ยาอยู่เฉพาะที่ตัวมดลูก โอกาสการตั้งครรภ์ 0.1-1.1 เปอร์เซนต์ ต่อปี ซึ่งหวงอนามัยชนิด มีอายุการใช้งานที่ 5ปี แต่ไม่เกิน 7ปี
นอกจาก ห่วงคุมกำเนิดชนิดหลั่งสารโปรเจสติน (Progestin-releasing IUDs) จะนำมาใช้ในการคุมกำเนิด ยังนำมาใช้ในการลดอาการปวดประจำเดือนจากโรคเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ ภาวะประจำเดือนมามาก เด็กวัยรุ่น ภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง โรคลิ้นหัวใจผิดปกติ ผู้ที่กินยาต้านการแข็งตัวของเลือด และยังนำมาปรับใช้รักษาในผู้ที่มีภาวะเยื่อบุโพรงมดลูกหนาตัวผิดปกติและมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูกระยะต้นที่ยังต้องการมีบุตรด้วยค่ะ
การเลือกใช้ห่วงคุมกำเนิด ใช้ในกลุ่มคนที่ต้องการคุมกำเนิดที่มีประสิทธิภาพสูง คุมกำเนิดระยะยาวและมีความต้องการที่จะกลับมาตั้งครรภ์หากหยุดใช้ห่วงอนามัย ผู้ที่ต้องหลีกเลี่ยงการคุมกำเนิดที่มีฮอร์โมนเอสโตเจน หรือใช้ในการบำบัดรักษาดังกล่าวข้างต้นค่ะ ส่วนห่วงทองแดงหรือคอปเปอร์ ยังเป็นทางเลือกในการนำมาใช้เพื่อการคุมกำเนิดแบบฉุกเฉินหลังจากมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกันภายใน 5-7 วัน ด้วยค่ะ
ข้อห้ามในการใส่ห่วงคุมกำเนิด ภาวะท้อง มดลูกผิดรูปอย่างรุนแรง หากมีการติดเชื้อในอวัยวะอุ้งเชิงกรานควรรักษาให้หายสนิทอย่างน้อย 3 เดือน หากแพ้ทองแดง ควรหลีกเลี่ยงการใช้ห่วงทองแดงหรือคอปเปอร์ ภาวะเลือดออกผิดปกติจากโพรงมดลูกที่ยังไม่ทราบสาเหตุควรได้รับการหาสาเหตุก่อน ส่วนข้อห้ามอื่นๆ อาจพิจารณาเป็นรายๆไปค่ะ
ผลข้างเคียงที่พบ เลือดออกกระปิดกระปรอยทางช่องคลอด ในห่วงทองแดง มีประจำเดือนที่มากขึ้นและปวดท้องน้อยได้บ้าง ส่วนในห่วงอนามัยชนิดฮอร์โมน อาจมีเลือดออกผิดปกติได้ใน 6 เดือนแรก แต่ปริมาณประจำเดือนและอาการปวดท้อง มักจะลดลง (25%)หรือไม่มีประจำเดือน(44%) แนะนำให้ตรวจสอบการตั้งครรภ์มีการขาดของประจำเดือน ภาวะอื่นที่พบได้คือ ตกขาว แต่ส่วนใหญ่ไม่ติดเชื้อ ปวดท้องน้อยได้บ้างแต่ไม่รุนแรง แนะนำให้รักษาด้วยด้วยยาลดการอักเสบกลุ่ม NSAIDs หากมีการติดเชื้อ เกิดได้ 1.4 คนต่อ 1000 คน จะปวดท้องน้อยรุนแรง ให้พบสูตินรีแพทย์ เพื่อรับประมานยาปฏิชีวนะร่วมด้วยค่ะ
ผลข้างเคียงจากห่วงฮอร์โมนที่พบได้ เช่น ภาวะขนดก ปวดศีรษะ น้ำหนักขึ้น สิว อารมณ์ไม่ปกติ เจ็บคัดตึงเต้านม เป็นต้น
ปัญหาและผลข้างเคียงของการใส่ห่วง การเลื่อนหลุดของห่วงคุมกำเนิด ตำแหน่งของห่วงอนามัยไม่เหมาะสม คลำไม่พบสายของห่วงอนามัย คู่นอนรู้สึกถึงสายห่วงอนามัย ซึ่งภาวะเหล่านี้เกิดน้อยมากหากใส่ห่วงในระยะเวลาที่ถูกต้อง และตัดสายห่วงด้วยความยาวเหมาะสมค่ะ หากมีการท้องในช่วงที่ใส่ห่วง มักเกิดในปีแรกเมื่อตำแหน่งห่วงไม่เหมาะสม หากมีประจำเดือนขาด หมอแนะนำตรวจการตั้งครรภ์ร่วมด้วยค่ะ
ที่มา :
- U.S. Selected Practice Recommendations for Contraceptive Use, 2016
- Selected practice recommendations for contraceptive use – 3rd :WHO,2016


